รู้จัก “โรคสะเก็ดเงิน”

“โรคสะเก็ดเงิน (เรื้อนกวาง)” เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่ง มีสาเหตุการเกิดโรคที่ไม่แน่ชัด แต่มีพื้นฐานจากพันธุกรรม ร่วมกับสิ่งกระตุ้นจากภายนอก ทำให้เซลล์ผิวหนังส่วนนั้นแบ่งตัวเร็วกว่าปกติร่วมกับเกิดการอักเสบ จึงเกิดเป็นปื้นหรือเป็นแผ่นหนา แดง คันและตกสะเก็ดเร็วกว่าปกติ จาก 28 วัน เหลือเพียง 4 วัน 

อาการ ผิวหนังจะอักเสบเป็นผื่นแดงหนา ขอบชัด มีสะเก็ดสีเงินติดแน่น สามารถพบได้ทุกส่วนของร่างกาย แต่มักพบบ่อยบริเวณข้อศอก หัวเข่า หน้าแข้ง บางรายพบความผิดปกติที่เล็บ โดยพบหลุมเล็กๆ บริเวณผิวเล็บ อาจมีจุดสีน้ำตาลใต้เล็บ หรือเล็บหนาขึ้น บางรายอาจมีอาการปวดข้อและข้อบวมร่วมด้วย  ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรคสะเก็ดเงิน การติดเชื้อ เช่น โรคไข้หวัด หรือคออักเสบจากเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอกคัส โรคติดเชื้อ HIB ทำให้เกิดโรคสะเก็ดเงินกำเริบได้  การแกะเกา ขูด กด เสียดสี ทำให้ผื่นของโรคสะเก็ดเงินกำเริบ และลุกลามออกไปได้  การระคายเคืองต่อผิวหนัง เช่น การแพ้ยาทาต่างๆ สบู่ ผงซักฟอก จะทำให้เป็นผื่นมากขึ้น  การดื่มเหล้า การสูบบุหรี่ การเล่นกีฬาหักโหม  ในช่วงฤดูหนาวอากาศแห้ง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการกำเริบขึ้น  ความเครียดเป็นสาเหตุที่ทำให้โรคกำเริบได้  ยารักษาโรคจิตประสาทกลุ่ม Lithium ยารักษาโรคมาลาเรีย ยารักษาโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตกลุ่ม Beta-blocking agent ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น Indomethacin ยา สเตียรอยด์ชนิดกินและฉีด ควรหลีกเลี่ยงการซื้อยามากินเอง เพราะยาหม้อ ยาจีน ยาไทยบางชนิด ก็ผสมสเตียรอยด์ลงไปด้วย  การรักษา ทำได้ 3 ทาง ดังนี้  ทายา เช่น กลุ่มสเตียรอยด์ ยาทาน้ำมันดิน ยาทาวิตามินดี เป็นต้น คนที่มีผิวแห้งมากควรทาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวด้วย  ฉายแสงอัลตราไวโอเลต ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อยาทาหรือโรคมีความรุนแรง  ยากิน ใช้ในรายที่มีอาการรุนแรง หรือไม่ตอบสนองการรักษาขั้นต้น คนไข้บางรายอาจจะต้องใช้การรักษาหลายๆ วิธีร่วมกัน เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และลดผลข้างเคียงของยาลง ที่สำคัญคือควรหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นต่างๆ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ ก็ช่วยให้ห่างไกลโรค “สะเก็ดเงิน” ได้แล้ว.  ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth